ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยที่ครองตำแหน่งเจ้าเหรียญทองต่ออีกสมัย และขอบคุณที่มีการหยุดยาวช่วงกีฬ่มหาลัยด้วยที่ทำให้นิสิตอย่างเราๆได้พักผ่อนกัน
อุทยานแห่งชาติภูกระดึง หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่คงความเป็นอมตะมากที่สุดในเมืองไทย อีกทั้งยังโด่งดังในเรื่องความโหดในการพิชิตยอดภูกระดึงอีกด้วย โดยระยะทางในการปีนเขาทั้งหมดประมาณ 5 กิโลเมตร โดยสามารถจ้างลูกหาบขนสัมภาระขึ้นไปได้โดยอัตราอยู่ที่กิโลกรัมละ 15 บาท
ปิดกีฬามหาลัยครั้งนี้ วางแผนไว้ว่าจะพักข้านบนภู 2 คืน และนอนบนรถอีก 2 คืน ทำให้ทริปนี้เป็นทริป 4 คืน 3 วัน และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสไปภูกระดึง และคิดว่าจะไม่เป็นครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน เพราะว่ายังมีหลายที่ ที่อยากไปและยังไม่ได้ไป
วันที่ 1 วันก่อนเดินทาง
วันนี้เป็นวันที่ค่อนข้างวุ่นวายเพราะว่าต้องเก็บของเตรียมเดินทาง โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่ห้องชมรมโรบอท เริ่มจากกลับบ้านไปเอาเครื่องกันหนาวต่างๆ แล้วกลับหอไปเอากระเป๋ามาใส่ของ แล้วกลับไปห้องชมรมเพื่อเอาของไปวางไว้ จากนั้นเดินไปมาบุญครองเพื่อไปซื้อขนม เสบียงรวมถึงของใช้ต่างๆที่จำเป็น โดยแวะร้าน Fotofile ซื้อกระเป๋ากล้องด้วย ได้เป้ใส่กล้องมา ถูกใจมาก จากนั้นเอาขนมที่ซื้อมาไปวางไว้ที่ห้องชมรม และก็เดินไปสยามเพื่อไปร่วมกิจกรรม Frozen Bangkok 2010 แล้วก็เดินไปสามย่านเพื่อไปทำภารกิจกอบกู้ต้นไม้เฉาะน้ำแข็งไส (DotA) แล้วกลับมาห้องชมรมมาเอาของ แล้วเดินทางไปหมอชิต ช่างเป็นการเดินทางที่ยาวนานจริงๆ ถือว่าซักซ้อมก่อนไปขึ้นเขาละกัน

วันที่ 2 เดินทางขึ้นภูกระดึง
รถขาไปนั้นเป็นรถ VIP 24 ที่นั่ง เรียกได้ว่าไปอย่างราชาเลยทีเดียว โดยมีน้ำและขนมปังสองชิ้นให้(ซึ่งเก็บเอาไว้กินบนภู) มีแวะทานข้าวครั้งนึง ซึ่งปันเจหลับยาวเอาแรง ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ถึงที่หมาย ผานกเค้า เป็นที่ที่นักท่องเที่ยวจะต้องมาต่อรถสองแถวเพื่อไปถึงตีนภู โดยแวะพักผ่อนที่ร้านเจ๊กิม ที่ร้านมีเสื่อให้ปูนอน มีไฟฟ้าให้ชาร์จมือถือ กล้อง ฯลฯ (คิดค่าบริการเครื่องละ 10 บาท) มีอาหารขาย มีห้องน้ำ มีจุดซื้อตั๋วรถ เรียกว่าครบวงจรกันเลยทีเดียว

พวกเรานั่งพักกันที่เจ๊กิมจนถึงเวลาที่ภูกระดึงเปิดให้ขึ้นได้ โดยจะมีรถสองแถวมารับ ราคาคนละ 20 บาท นั่งไปถึงตีนภู จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งจะคอยดูแลจัดการเรื่องลูกหาบ กระเป๋าปันเจมีใบเดียว หนักสามโล สนนราคา 45 บาท

ทีนี้ก็ถึงเวลาที่รอคอย ช่วงที่เราจะต้องถ่อสังขารขึ้นไปบนภูกระดึงแล้ว ขอบอกเลยว่ามองจากข้างล่าง ยอดภูอยู่สูงมาก ไม่คิดว่าจะขึ้นไปได้ระหว่างทางขึ้นก็มีอุปสรรคเล็กน้อย เช่นหมอกหนา และทางลื่น เนื่องจากเมื่อวานฝนตก ทำให้มองไม่เห็นทาง (ไอ้หมอกหนาเนี่ยคนข้างบนภูกำลังเปรมปรีดิ์กับทะเลหมอก) แต่หมอกหนาก็มีข้อดีนะ ทำให้เราไม่ท้อซะก่อนพอเห็นทางข้างหน้า และถึงแม้ว่าเส้นทางจะยากลำบากสักแค่ไหน เราก็สามารถผ่านมันมาได้ ฝากไว้เพียงรอยแผล และความทรงจำ

ถึงหลังแป ซึ่งเป็นที่แรกที่ขึ้นไปถึงประมาณเที่ยงครึ่ง วันนี้หมอกหนามาก เป็นหมอกที่ลอยขึ้นมาจากข้างล่าง เนื่องจากฝนตก พอตินกลางวันแดดออกทำให้น้ำระเหยขึ้นมาเกิดเป็นหมอกหนาจัด เดินทางจากหลังแปมาที่พักระยะทางสามกิโลเมตร ถือว่าไกลมากในตอนนั้น กำหนดการคือดูพระอาทิตย์ตกดินที่ผาหมากดูก ซึ่งหมอกหนามาก ทำให้ไม่เห็นอะไรเลย

ในยามกลางคืน เรามีกิจกรรมให้ทำไม่มากนัก หลักๆคือการถ่ายรูป ทานข้าว เล่นไพ่ วันนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

วันที่ 3 ตระเวนเดินทั่วภู
วันนี้ตื่นขึ้นมาเพื่อที่จะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น โดยจะมีเจ้าหน้าที่นำทางไป แต่ก็ต้องผิดหวังเช่นเคย เดาว่าเทพอพอลโลคงมิได้ประทานพรให้พวกเรา เพราะพระอาทิตย์อายม้วนแอบซ่อนอยู่ในม่านหมอก ถึงอย่างไร เราก็ยังมีความหวังว่าตอนเย็นจะได้มีโอกาสกล่าวอำลาดวงสุริยันที่ลับขอบฟ้าไป (มาแนวไหนไม่รู้ ยังกับนวนิยาย)

ผาหล่มสักถือว่าเป็นสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงของภูกระดึงแห่งนี้เลยทีเดียว เนื่องจากว่าเป็นผาที่มีหินยื่นออกไป แถมยังมีต้นสนที่ยื่นตามกันออกไปอีกด้วย จึงเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต่างมุ่งมั่นจะไปชมให้ได้ เนื่องจากของดี กว่าจะได้มาก็ต้องลำบากเป็นธรรมดา ครั้งนี้เราต้องเดินถึง 9 กิโลเมตร เพื่อที่จะได้ไปชมหินก้อนเดียวกับต้นสนต้นอีกต้นนึง เราเริ่มเดินทางกันตั้งแต่ประมาณสิบเอ็ดโมง แวะพักผ่อนที่สระอโนดาด ซึ่งเป็นสระน้ำใหญ่ เหมาะแก่การถ่ายรูปมาก เรานั่งพักที่นั่นกันอยู่นานพอสมควร แล้วจึงออกเดินทางสู่เป้าหมายต่อไป

เมื่อถึงที่ผาหล่มสัก เราแทบทรุดลงกับร้านแรกที่เจอ มันเป็นความเหนื่อยแฝงไว้ด้วยความภูมิใจ พวกเราสั่งน้ำแข็งใสกินกัน เพื่อเพิ่มพลังงานและความสดชื่นให้กับร่างกาย หลังจากร่างกายสดชื่นแล้ว เราก็มาถ่ายรูปที่ผาหล่มสักอันเลื่องชื่อ ต้องขอบคุณภูมิที่เล็งทำเลไว้ดีมากสำหรับการถ่ายรูป จากนั้นก็เหลือแต่การเฝ้ารอคอย โดยที่ปันเจต้องเก็บแบตไว้ถ่ายตอนพระอาทิตย์ตกด้วย เพราะแบตกล้องใกล้หมดแล้ว

บรรยากาศที่ผาหล่มสักเต็มไปด้วยผู้คน ส่วนใหญ่จะเป็นนิสิตจุฬาและนักศึกษาธรรมศาสตร์ บ้างนั่งท่าหวาดเสียวบนผา บ้างส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้นตกใจกับความสูงของผา เมื่อจะต้องไปยืนที่หน้าผาเพื่อถ่ายรูป เป็นภาพบรรยากาศที่คึกคักดี แต่กระนั้นก็ตาม เราก็พบกับความผิดหวัง เมื่อพระอาทิตย์ซ่อนหลังเมฆหมอกแล้วหนีลับขอบฟ้าไป ทิ้งให้เราตั้งคำถามอยู่คนเดียวว่า เหตุใดฤๅพระอาทิตย์จึงสุมหัวกับเมฆหมอกกลั่นแกล้งเราถึงเพียงนี้ พรุ่งนี้เช้าแล้วสินะ ที่จะเป็นโอกาสสุดท้ายของเรา ที่จะได้เห็นดวงกลมๆของดาวฤกษ์ผู้ให้พลังงานแก่โลกใบนี้ ระหว่างทางเราเฝ้าแต่คำนึงถึง………หมูกระทะที่สั่งป้าไว้ว่าจะมากินหลังเดินกลับจากผาหล่มสัก! (หักมุมไปไหมเนี่ย) เราเดินจ้ำอ้าวอย่างรีบเร่งรวดเร็วเร่าร้อน แวะพักเพียงครั้งเดียว ในที่สุดเราก็ถึงที่พักในเวลา 2 ชั่วโมง 15 นาที เท่ากับว่าเราเดินชั่วโมงละ 4 กิโลเมตรเลยทีเดียว

บรรยากาศการกินหมูกระทะและหมูจุ่มนั้นเป็นไปอย่างอบอุ่น เว้นแต่เพียงว่าหมูกระทะมันสุกช้ามาก ไม่เหมือนหมูจุ่มที่เอาลงไปต้มก็สุกแล้ว แล้วกระทะมันก็อยู่ตรงหน้าปันเจพอดีเลย ทำให้วันนี้เป็นมื้อแรกที่ปันเจกินไม่อิ่ม แต่พรุ่งนี้เช้าจะต้องตื่นมาชาร์จแบตและไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อ่างเก็บน้ำ คืนนั้นนอนไม่ค่อยหลับเลย ขอโทษเพื่อนๆอีกทีสำหรับเหตุการณ์เมื่อคืนนั้นด้วยนะครับ
วันที่ 4 ลาก่อนภูกระดึง
วันนี้ตื่นมาพร้อมกับแบตกล้องเต็มขีด ขอบคุณเพื่อนๆจากใจจริงที่ไปชาร์จให้ ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อ่างเก็บน้ำ เนื่องจากเมื่อวานไปดูที่ผานกแอ่นมาแล้ว อีกอย่างอ่างเก็บน้ำเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างลับ คนไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ บรรยากาศที่นั่นจะคล้ายๆกับสระอโนดาด คือมีน้ำสะท้อนแสงอาทิตย์ สวยงาม อะไรสวยงาม? เมฆไง สวยงาม สีเมฆแต่ละชั้นเหลื่อมกันไป สะท้อนกับน้ำสวยงามจริงๆ นั่นทำให้ทริปนี้ปราศจากภาพดวงอาทิตย์

ตอนสายๆ หลังจากส่งของชั่งน้ำหนักให้ลูกหาบแล้ว เราออกมาดูน้ำตกต่างๆ เท่าที่จำได้จะมี น้ำตกวังกวาง น้ำตกเพ็ญพบใหม่ น้ำตกโผนพบ น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกถ้ำใหญ่ ซึ่งน้ำตกแต่ละที่นั้น ไหลแรงจนไปนั่งบนหินที่น้ำตกไหลผ่านได้เลย ระยะทางที่ต้องเดินไม่ไกลมาก แต่เส้นทางค่อนข้างลำบาก เอาเป็นว่าไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่นัก

จากนั้นเรากินข้าวและร่ำลากับป้าร้านขายข้าว และถึงเวลาจะต้องเดินไปหลังแปเพื่อเดินลงเขากันแล้ว แต่เราก็..(โปรดติดตามเอ็นทรีถัดไป)

